ค่า TDS (Total Dissolved Solids) คือ ปริมาณสารละลายทั้งหมดที่ละลายอยู่ในน้ำ ทั้งสารอินทรีย์และอนินทรีย์ เช่น แร่ธาตุ เกลือ โลหะ และไอออนต่างๆ มีหน่วยวัดเป็น มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) หรือ ppm (parts per million)
ส่วนประกอบหลักในค่า TDS
- แร่ธาตุและเกลือ: แคลเซียม, แมกนีเซียม, โซเดียม, โพแทสเซียม, คาร์บอเนต, คลอไรด์, ซัลเฟต
- มลพิษและสิ่งปนเปื้อน: โลหะหนัก (ตะกั่ว, ปรอท), สารเคมีเกษตร, ตะกอนสนิมจากท่อน้ำ
น้ำดื่มที่เหมาะสมควรมีค่า TDS อยู่ระหว่าง 50 – 300 ppm (mg/L) ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำมีความบริสุทธิ์ สะอาด และยังพอมีแร่ธาตุที่ช่วยให้รสชาติดี ดื่มง่าย ไม่ด่างหรือกร่อยเกินไป
เกณฑ์การจัดระดับค่า TDS ในน้ำดื่ม (องค์การอนามัยโลก – WHO)
| ค่า TDS (ppm / mg/L) | ระดับคุณภาพ | คำแนะนำ |
| ต่ำกว่า 50 | บริสุทธิ์สูง | รสชาติอาจจืดสนิท มักพบในน้ำ RO หรือน้ำกลั่น |
| 50 – 300 | ดีเยี่ยม (Ideal) | เหมาะสำหรับการบริโภคมากที่สุด |
| 300 – 600 | ดี / พอใช้ | ดื่มได้ แต่อาจเริ่มสัมผัสได้ถึงรสชาติแร่ธาตุ |
| 600 – 900 | พอใช้ได้ | รสชาติเริ่มแปลก ดื่มแล้วอาจรู้สึกไม่สดชื่น |
| 900 – 1,200 | ไม่ดี | รสชาติกร่อยหรือเค็ม ไม่แนะนำให้ดื่ม |
| มากกว่า 1,200 | ไม่เหมาะสม | ไม่ควรนำมาดื่มเด็ดขาด |
ข้อควรรู้เพิ่มเติม
- มาตรฐานกรมอนามัย (ประเทศไทย): กำหนดไว้ว่าน้ำดื่มไม่ควรมีค่า TDS เกิน 500 ppm
- TDS ต่ำไปกระทบอะไรไหม: น้ำที่มี TDS ต่ำกว่า 50 ppm (เช่น น้ำ RO) ปลอดภัยต่อการบริโภคสูงมากจากสารเคมีและสิ่งปนเปื้อน แต่อาจมีรสชาติจืดสนิท
- TDS ไม่ใช่ตัววัดเชื้อโรค: ค่า TDS วัดเฉพาะปริมาณแร่ธาตุและสารละลายในน้ำ ไม่สามารถตรวจจับแบคทีเรีย ไวรัส หรือสารเคมีสังเคราะห์บางชนิดที่ไม่นำไฟฟ้าได้
